D’ESPAIRSRAY จาก “ความสิ้นหวังและแสงสว่าง” สู่การกลับมาที่ทำให้โลก Visual Kei ต้องหันมามองอีกครั้ง

บางวงหายไปจากเวที แต่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำของแฟนเพลง

สำหรับแฟน Visual Kei และ J-Rock ยุค 2000 ชื่อของ D’espairsRay หรือในปัจจุบันที่ใช้โลโก้แบบตัวใหญ่ D’ESPAIRSRAY ไม่ใช่แค่ชื่อวงหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของยุคที่ดนตรีญี่ปุ่นเริ่มข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง วงที่หยิบความมืด ความหนักหน่วง ความสวยงามแบบโกธิก และพลังของร็อกสมัยใหม่มาหลอมรวมกัน จนกลายเป็นซาวด์ที่ทั้งดุดัน เย็นเยียบ และมีเสน่ห์เฉพาะตัว

ชื่อ D’espairsRay มาจากการผสมกันของ “despair” และ “ray” หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ “ความสิ้นหวัง” กับ “แสงสว่าง” สองคำที่ดูเหมือนอยู่คนละขั้ว แต่กลับกลายเป็นแกนสำคัญของวงนี้มาตั้งแต่วันแรก เพราะโลกของ D’espairsRay ไม่ได้มีแค่ความมืดเพื่อความมืด แต่เป็นความมืดที่มีประกายบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ

วงก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1999 โดยสมาชิก 4 คนที่กลายมาเป็นไลน์อัพเดียวกันตลอดเส้นทางของวง ได้แก่ HIZUMI (ร้องนำ) Karyu (กีตาร์) ZERO (เบส) และ TSUKASA (กลอง) พวกเขาเริ่มต้นจากซีนอินดี้ Visual Kei ในญี่ปุ่น ก่อนค่อย ๆ สร้างชื่อด้วยภาพลักษณ์เข้มข้น การแสดงสดที่กดดันอารมณ์คนดู และดนตรีที่ไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จของ Visual Kei แบบตรงไปตรงมา

สิ่งที่ทำให้ D’espairsRay แตกต่าง คือการเอาความเป็นโกธิกร็อก อินดัสเทรียลร็อก นูเมทัล อัลเทอร์เนทีฟ และอารมณ์หนักแบบตะวันตกมาผสมกับสุนทรียะของ Visual Kei ญี่ปุ่น เสียงกีตาร์ของ Karyu มีทั้งความหนา ความคม เบสของ ZERO ทำหน้าที่กดน้ำหนักให้เพลงมีแรงปะทะ กลองของ TSUKASA เติมจังหวะที่ทั้งแม่นและดิบ ขณะที่เสียงของ HIZUMI คือหัวใจสำคัญ เขาสลับได้ทั้งเสียงว๊าก และเสียงคลีนที่ลากอารมณ์คนฟังให้จมลงไปในโลกของเพลงได้อย่างน่าประหลาด

ในช่วงต้นยุค 2000 วงค่อย ๆ ปล่อยผลงานที่ทำให้ชื่อ D’espairsRay เป็นที่พูดถึงในหมู่แฟน Visual Kei ไม่ว่าจะเป็น “Kumo” “MaVERiCK” “Garnet” และมินิอัลบั้มอย่าง BORN ก่อนจะก้าวสู่จุดสำคัญด้วยอัลบั้มเต็ม Coll:set ในปี 2005 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ของวงอย่างชัดเจน ความดาร์กในเพลงของพวกเขาไม่ได้มาแบบประดับภาพลักษณ์ แต่ลงลึกไปถึงโครงสร้างเสียง บรรยากาศ และวิธีถ่ายทอดอารมณ์

แต่ D’espairsRay ไม่ได้เป็นวงที่เติบโตแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น

ช่วงกลางยุค 2000 คือยุคที่ J-Rock และ Visual Kei เริ่มออกเดินทางสู่โลกกว้างอย่างเข้มข้น และ D’espairsRay คือหนึ่งในวงที่มีบทบาทสำคัญมากในกระแสดังกล่าว พวกเขาเดินทางไปแสดงทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ตั้งแต่เบอร์ลิน ปารีส ไปจนถึงทัวร์ในสหรัฐฯ และเทศกาลใหญ่ในยุโรป หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการขึ้นเวที Wacken Open Air ที่เยอรมนี หนึ่งในเทศกาลเมทัลยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก การที่วง Visual Kei จากญี่ปุ่นสามารถยืนอยู่บนเวทีระดับนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยในยุคนั้น

ในปี 2007 วงปล่อยอัลบั้ม MIRROR ขยายสเกลดนตรีให้กว้างขึ้น ทำให้ได้รับความสนใจจากแฟนต่างประเทศมากกว่าเดิม ต่อมาในปี 2008 พวกเขายังเข้าร่วม Taste of Chaos Tour ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับศิลปินระดับแนวหน้าของวงการร็อกและเมทัลตะวันตก นี่คือช่วงเวลาที่ D’espairsRay ไม่ได้เป็นแค่ “วง Visual Kei ที่มีแฟนต่างประเทศ” แต่เป็นวงญี่ปุ่นที่ยืนอยู่ในสนามร็อกระดับนานาชาติได้จริง

ปี 2009 คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เมื่ออัลบั้ม REDEEMER กลายเป็นผลงานเมเจอร์เดบิวต์ของวง ภายใต้ Delicious Deli Records / Universal Music Japan ในช่วงนี้ซาวด์ของ D’espairsRay มีความชัดขึ้นทั้งในแง่โปรดักชั่นและโครงสร้าง แต่ยังคงตัวตนเดิมไว้ครบ ทั้งความหนัก ความหม่น และความสวยงามที่คล้ายแสงไฟส่องผ่านซากปรักหักพัง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของวงต้องมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 2010 เมื่อมีการประกาศพักกิจกรรมอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากปัญหาสุขภาพด้านเสียงของ HIZUMI ก่อนที่ในปี 2011 สมาชิกทั้ง 4 คนจะตัดสินใจยุติกิจกรรมของ D’espairsRay อย่างเป็นทางการ การยุบวงครั้งนี้ทิ้งความรู้สึกค้างคาไว้กับแฟนเพลงจำนวนมาก เพราะไม่ใช่การจบลงด้วยการหมดไฟ แต่เป็นการจบลงในช่วงที่วงยังมีตัวตนชัดเจน และยังมีหลายสิ่งที่แฟน ๆ อยากเห็นต่อไป

หลังจากนั้น สมาชิกแต่ละคนต่างเดินต่อในเส้นทางของตัวเอง HIZUMI หันไปทำโปรเจกต์ด้านดีไซน์ UMBRELLA และกลับมาจับไมค์อีกครั้งกับ NUL. ส่วน Karyu เข้าร่วม Angelo และมีผลงานกับโปรเจกต์อื่น ๆ รวมถึง H.U.G ขณะที่ ZERO และ TSUKASA เดินหน้ากับ THE MICRO HEAD 4N’S และ Luv PARADE โดย TSUKASA ยังมีอีกบทบาทที่โดดเด่นในชื่อ Mogamikawa Tsukasa ศิลปินเอนกะสาย Visual Kei ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นเป็นอย่างมาก

สำหรับแฟนเพลง ช่วงเวลาหลังปี 2011 คือช่วงที่ D’espairsRay กลายเป็นความทรงจำ แต่เป็นความทรงจำที่ยังมีเสียงดังอยู่ภายใน หลายคนยังกลับไปฟัง Coll:set, MIRROR, REDEEMER หรือ MONSTERS อยู่เสมอ หลายเพลงยังถูกพูดถึงในฐานะผลงานที่สะท้อนยุคทองของ Visual Kei ยุค 2000 และสำหรับแฟนต่างประเทศ D’espairsRay ยังเป็นหนึ่งในวงที่ทำให้พวกเขาเริ่มรู้จัก J-Rock อย่างจริงจัง

ในปี 2014 วงกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในอีเวนต์ THE INTERSECTION OF DOGMA ของ Angelo ที่ Zepp DiverCity Tokyo เป็นการรวมตัวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แฟน ๆ อย่างมาก แต่หลังจากนั้น D’espairsRay ยังไม่ได้กลับมาทำกิจกรรมต่อเนื่องในฐานะวงเต็มรูปแบบ

จนกระทั่งปี 2025 ข่าวที่หลายคนไม่คิดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น

D’ESPAIRSRAY ประกาศกลับมารวมตัวอีกครั้งเพื่อขึ้นแสดงใน CROSS ROAD Fest วันที่ 15 พฤศจิกายน 2025 ที่ Makuhari Messe Event Hall การประกาศครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวรียูเนียนธรรมดา แต่เหมือนการเปิดประตูที่ปิดมานานกว่า 10 ปีให้กลับมาอีกครั้ง แฟนเก่ารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงจากอดีต ส่วนแฟนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสงสัยว่า วงนี้คือใคร ทำไมชื่อของพวกเขาถึงทำให้คนจำนวนมากตื่นเต้นได้ขนาดนี้

การกลับมาครั้งนี้ยังต่อยอดไปไกลกว่านั้น เพราะ D’ESPAIRSRAY ประกาศจัด LIVE 2026 ”RAPTURE” ที่ Zepp DiverCity Tokyo ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 วันแมนไลฟ์ครั้งใหญ่หลังจากห่างหายไปยาวนาน พร้อมการรีสตาร์ตแฟนคลับ [un]Beautiful และการปล่อยผลงานเก่าให้ฟังบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้ทั้งแฟนเก่าและคนที่เพิ่งค้นพบวงสามารถเข้าถึงเพลงของพวกเขาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ที่สำคัญกว่านั้น D’ESPAIRSRAY ไม่ได้กลับมาแค่เล่นเพลงเก่า

วันที่ 13 พฤษภาคม 2026 วงปล่อย “RAPTURE” ซิงเกิลใหม่ในรอบประมาณ 16 ปีของพวกเขา เพลงนี้ไม่ได้พยายามลบอดีต แต่ก็ไม่ได้ยืนอยู่กับอดีตอย่างเดียวเช่นกัน “RAPTURE” ให้ความรู้สึกเหมือนการประกาศว่า D’ESPAIRSRAY ในปี 2026 ยังมีความหนัก ความมืด และแรงปะทะแบบที่แฟน ๆ คุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นปัจจุบันในซาวด์และพลังของการเริ่มต้นบทใหม่

ในบทสัมภาษณ์หลังการกลับมา สมาชิกแต่ละคนพูดถึง D’ESPAIRSRAY ในฐานะสิ่งที่มากกว่าโปรเจกต์ดนตรี HIZUMI มองว่ามันคือความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเขาต้องการเดินหน้าต่อ Karyu มองว่าวงนี้เป็นพื้นที่พิเศษในชีวิตที่ทำให้เขาได้ท้าทายสิ่งใหม่ ZERO บอกว่า D’ESPAIRSRAY คือจุดกำเนิดและฐานที่มั่นสุดท้าย ส่วน TSUKASA พูดถึงวงนี้ในฐานะชีวิต ความภาคภูมิใจ และครอบครัว

คำตอบเหล่านี้ทำให้การกลับมาของ D’ESPAIRSRAY มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า reunion เพราะมันไม่ใช่แค่การรวมตัวเพื่อปลุกความคิดถึง แต่เป็นการกลับมาของคน 4 คนที่ต่างผ่านเส้นทางของตัวเอง เติบโต เปลี่ยนแปลง และกลับมาเจอกันอีกครั้งในชื่อเดิม ด้วยประสบการณ์ใหม่และความหมายใหม่

ถ้ามองย้อนกลับไป D’espairsRay คือวงที่อยู่ในจุดตัดหลายอย่างพร้อมกัน พวกเขาเป็น Visual Kei แต่ก็มีความเป็นอินดัสเทรียลและอัลเทอร์เนทีฟที่ชัดเจน พวกเขามีความมืดแบบโกธิก แต่ไม่ได้อ่อนแรงหรือโรแมนติกเกินไป พวกเขาหนักพอจะยืนในเทศกาลเมทัล และมีเสน่ห์พอจะดึงคนที่ชอบโลกทัศน์แบบ Visual Kei เข้ามาได้ เพลงของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ “เพลงยุคนั้น” แต่เป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่ J-Rock กล้าทดลอง กล้าข้ามพรมแดน และกล้าพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ใหม่

สำหรับแฟนชาวไทยที่เคยผ่านยุคค้นเพลงญี่ปุ่นจากเว็บบอร์ด โหลดไฟล์ อ่านชื่อวงจากนิตยสาร หรือเปิด YouTube ไล่ดูไลฟ์เก่า ๆ ชื่อ D’espairsRay อาจพาเรากลับไปสู่ช่วงเวลาหนึ่งทันที ช่วงเวลาที่ Visual Kei ยังเต็มไปด้วยความลึกลับ การค้นพบวงใหม่เหมือนเจอประตูลับ และทุกเพลงที่หนัก มืด หรือสวยแบบเจ็บ ๆ มีความหมายกับวัยหนึ่งของชีวิตอย่างบอกไม่ถูก

แต่ในปี 2026 D’ESPAIRSRAY ไม่ได้เป็นแค่ประตูลับจากอดีตอีกต่อไป พวกเขากลับมาอยู่ตรงหน้า พร้อมเสียงใหม่ เพลงใหม่ และคำถามใหม่ว่า หลังจากผ่านความเงียบยาวนานกว่า 10 ปี วงที่เคยสร้างโลกของ “ความสิ้นหวังและแสงสว่าง” จะพาเราไปเห็นอะไรต่อจากนี้

บางวงกลับมาเพื่อให้แฟนเก่าได้รำลึกถึงวันวาน

แต่ D’ESPAIRSRAY กลับมาพร้อมบอกเราว่า ความมืดของพวกเขายังไม่ดับ และแสงที่อยู่ในชื่อนั้น อาจเพิ่งเริ่มส่องอีกครั้ง

Visitors: 189,925